วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

พระพุทธเจ้าเคยถูกด่าว่า "สัตว์นรก"



นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต
ผู้ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก

ความจริงข้อนี้ไม่มียกเว้น แม้แต่พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายยังไม่พ้น และยังโดนว่าร้ายด้วยคำรุนแรงมากๆ แม้แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเรา

นั่นคือ "สัตว์นรก"

ถามว่าเรื่องนี้มีที่มาอย่างไร ตอบว่าเรื่องนี้ปรากฏในธรรมบทเรื่องพระนางสามาวดี เรื่องก็มีอยู่ว่าพระนางมาคันทิยาซึ่งเป็นมเหสีของพระเจ้าอุเทน ผูกโกรธพระพุทธเจ้าที่พระองค์ตรัสเปรียบตนว่าเต็มด้วยมูตรและกรีส ตนจึงได้สั่งให้ทาสและกรรมกรทั้งเมืองไปตามด่าพระพุทธเจ้าตลอด 7 วัน ด้วยหวังจะให้พระพุทธเจ้าหนีออกจากเมืองไป

พวกทาสกรรมกรได้รับใบสั่งมา ก็ลงมือทำตามที่สั่งทันที ทั้งเมืองตามด่าพระพุทธองค์ผู้กำลังเสด็จบิณฑบาตอยู่ในเมืองด้วยอักโกสวัตถุ 10 ประการคือ

 1. เจ้าเป็นโจร
 2. เจ้าเป็นพาล
 3. เจ้าเป็นบ้า
 4. เจ้าเป็นอูฐ
 5. เจ้าเป็นวัว
 6. เจ้าเป็นลา
 7. เจ้าเป็นสัตว์นรก
 8. เจ้าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน
 9. สุคติของเจ้าไม่มี
 10. เจ้าหวังได้ทุคติอย่างเดียว

ซึ่งเป็นประเด็นที่ใช้ด่ากันในสมัยนั้น



เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ พระอานนท์ก็ได้กราบทูลข้อให้พระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตที่เมืองอื่น เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาเจอคนตามด่าเวลาบิณฑบาต แต่พระบรมครูของโลกกลับทรงปฏิเสธ ทรงตรัสว่า ปัญหาเกิดที่ใด ก็ให้มันจบลงที่ตรงนั้น แล้วก็ทรงบิณฑบาตต่อไปโดยไม่หวั่นไหวต่อเสียงนินทาที่เกิดขึ้นในเมือง เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ถึง 7 วันจึงสงบลงเพราะฝ่ายคนที่มาด่าเห็นว่าไม่อาจทำให้พระองค์หนีไปได้จึงเลิกราไป

หากเป็นคนธรรมดาอย่างเราๆคงจะอยู่ไม่ได้ถ้ามีคนทั้งเมืองมาตามด่าแบบนี้ คงจะต้องรีบย้ายเมืองหนีเป็นแน่แท้ และไม่กลับมาเหยียบอีกเป็นครั้งที่ 2 แต่พระพุทธเจ้าทรงหยัดสู้ต่อไม่หนีไปไหนถึง 7 วันจนฝ่ายด่าเป็นฝ่ายล่าถอยซะเอง

ในเหตุการณ์ที่พระพุทธองค์ทรงผจญสงครามน้ำลายครั้งนี้ พระองค์ได้ตรัสโอวาทคาถาว่า

อหํ นาโคว สงฺคาเม   จาปาโต ปติตํ สรํ
อติวากฺยนฺติติกฺขิสฺสํ   ทุสฺสีโล หิ พหุชฺชโน

เราจักอดกลั้นคำล่วงเกิน  เหมือนช้างอดทนต่อ ลูกศรที่ตกจากแล่งในสงครามฉะนั้น    เพราะชนเป็นอันมากเป็นผู้ทุศีล.

คาถานี้เป็นเครื่องเตือนใจเตือนสติพวกเราชาวพุทธให้ดูวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงรับมือกับคำว่าร้ายจากคนพาลที่หวังจะทำลายขวัญกำลังใจ ถึงแม้จะหนักหนาปานใด พระองค์ก็ไม่ถอยหนี ทรงหยัดสู้ต่อจนได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด

ดูเอาเถอะครับ ขนาดพระพุทธเจ้าบรมศาสดาของพวกเรายังต้องผจญกับคำว่าร้ายที่รุนแรงของคนพาลถึง 7 วันเต็มๆเลย จะนับประสาอะไรกับเราซึ่งเป็นคนธรรมดายังไม่หมดกิเลสล่ะครับ

การติฉินนินทาเป็นเรื่องที่ทุกคนเจอหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ที่สำคัญก็คือเราจะต้องเข้มแข็งไม่ถอยหนียอมแพ้ต่อคนพาล แต่อยู่สู้จนคนพาลต้องเป็นฝ่ายถอยไป ตามแบบอย่างพระพุทธเจ้าของพวกเรา

ถ้ามัวแต่ถอยหนี ก็มีแต่แพ้เท่านั้น
อยู่สู้อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านทำดีกว่า

เพราะยังไงเราก็ไม่ถึงกับเจอคนทั้งเมืองด่าก็แล้วกัน.

อ้างอิง
๑ พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ (ภาษาบาลี) เล่มที่ ๒๕ หน้าที่ ๔๕
๒ พระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาฯ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๕ หน้าที่ ๑๐๔
๓ พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๔๐ หน้าที่ ๒๘๕
๔ พระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ (ภาษาบาลี) เล่มที่ ๒๕ หน้าที่ ๕๗
๕ พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๔๓ หน้าที่ ๒๒๓

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ใครยึดติดกันแน่ ?


เกิดกระแสเป็นวลีติดปากในการโจมตีวัดพระธรรมกาย ว่าวัดสอนให้ยึดติดวัตถุ เพราะสอนให้รวย สอนให้โลภอยากไปสวรรค์...

อันที่จริง ความยึดติดนี้มีอยู่หลายระดับ แต่ในบทความนี้จะขอยกเอาเฉพาะวลีที่ว่า "ยึดติดวัตถุ" มาแสดงให้เห็นตามหลักธรรมะก่อน ส่วนความยึดติดอื่นๆ จะค่อยๆทยอยมาเล่าให้ฟังวันหลัง

ผู้เขียนได้ลองไปอ่านในพระไตรปิฎกว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้มันผิดจริงหรือ ? พระพุทธเจ้าได้ตรัสห้ามหรือตำหนิเรื่องการทำบุญไว้บ้างไหม ? พระองค์ตรัสว่า การทำบุญเป็นความยึดติดจริงหรือ ?

ผลจากการค้นพบว่านอกว่าพระพุทธเจ้าจะไม่ทรงห้ามเรื่องการทำบุญไว้แล้ว ยังทรงสรรเสริญและสนับสนุนการทำบุญให้ทานอยู่เป็นประจำอีกด้วย เพราะมีอานิสงส์เป็นบุญที่จะช่วยค้ำจุนอุปถัมภ์ทั้งในชาตินี้และภพชาติต่อๆไป และนำพาไปสู่สวรรค์ สมดังพุทธพจน์ที่ว่า

"สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย การสั่งสมบุญ นำสุขมาให้"

นอกจากนี้ การทำทานยังเป็นการค่อยๆตัดกิเลสในจิตใจเราออกไป กิเลสตัวนั้นก็คือมัจฉริยะ ความตระหนี่ ความหวงแหนในสิ่งที่เป็นของตน ไม่ยอมสละให้ใคร คำที่กล่าวกันว่า "ขี้งก เห็นแก่ตัว หวงอำนาจ" ให้รู้ไว้เถอะว่ามาจากความตระหนี่นี้แหละ ถ้ามีไม่มาก ก็อาจจะแค่ทำให้เป็นคนขี้งก ไม่ยอมให้อะไรแก่ใคร หรือช่วยเหลือใคร เอาตัวฉันรอดก็พอ ถ้ามีมากก็สามารถทำให้กลายเป็นคนหวาดระแวง กลัวคนอื่นจะมาแย่งของๆตน จนถึงหาทางกำจัดทำลายล้างกันก็มีให้เห็นกันไม่ใช่น้อย

หากลองพิจารณาดูแล้ว นี่แหละคือลักษณะของความยึดติดวัตถุอย่างแท้จริง คือยึดติดหวงแหนกลัวใครจะมาแย่งไปจากตน และการทำทานก็เป็นการตัดกิเลสตัวนี้ให้ลดลงไปจากใจนั่นเอง...

ฉะนั้น ขอให้ทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า ความตระหนี่ไม่ให้ทานต่างหากที่เป็นความยึดติดวัตถุ ส่วนการทำบุญให้ทานเป็นการกำจัดความยึดติดที่ว่านี้ออกไปจากใจ ไม่ใช่การทำบุญเป็นความยึดติดวัตถุอย่างที่เข้าใจกัน

อีกอาการหนึ่งของความตระหนี่ที่ต้องนำมาพูดด้วยก็คือ ไม่จำเป็นว่า จะต้องเป็นการหวงแหนของๆตนอย่างเดียว แต่การหวงแหนของๆคนอื่นก็เป็นความตระหนี่เช่นกัน...

ถามว่ามันเป็นอย่างไร การหวงแหนของคนอื่น ขอตอบว่า การเดือดร้อนในการทำบุญของผู้อื่นเป็นตัวอย่างในเรื่องนี้ คือพอเห็นคนอื่นทำบุญแล้ว กลับรู้สึกไม่ชอบ เสียดายแทน นี้เป็นความตระหนี่ระดับที่ยังไม่มากนัก แต่ถ้าระดับความตระหนี่มีมาก ก็จะถึงกับด่าทอ ว่าร้าย ขัดขวางการทำบุญของคนๆนั้น ทั้งที่ไม่ใช่ของตัวเอง แต่กลับเดือดร้อนแทน นี้ไม่ได้เป็นเรื่องเกินจริง มีตัวอย่างให้เห็นในพระไตรปิฎกมากมาย เช่นเรื่องของเทวบุตรมารที่พยายามจะขัดขวางไม่ให้พระโพธิสัตว์ไปใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้น

ฉะนั้น โปรดทำความเข้าใจเรื่องความยึดติดวัตถุซะใหม่นะ ระวังจะกลายเป็นว่า "ยึดติดวัตถุ" ซะเอง

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ทำไมผมถึงศรัทธาหลวงพ่อธัมมชโย




ผมเข้าวัดพระธรรมกายครั้งแรกเมื่อปี 2540 ผมได้มาสัมผัสบรรยากาศแห่งศีลธรรมในวัดพระธรรมกาย มันช่างสงบ ร่มรื่น ผู้คนยิ้มแย้มให้กัน ทักทายกันฉันท์มิตร เป็นบรรยากาศที่ไม่อาจจะหาได้ในที่แห่งอื่น ภาพที่คนนับร้อยนับพันสวมชุดขาว มาร่วมพิธีทางพระพุทธศาสนาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย 





แล้วผมก็ได้เห็นหลวงพ่อลงเทศน์อบรมลูกศิษย์วัดทุกคนให้ตั้งอยู่ในศีลธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และเป็นประธานพิธีสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย แล้วก็นำนั่งสมาธิเจริญภาวนา เป็นเช่นนี้เสมอมานับ 10 กว่าปี 




เราชาววัดพระธรรมกายทุกคนนับถือท่านเป็นพ่อในเส้นทางแห่งคุณงามความดี เพราะท่านได้อบรมสั่งสอนให้เราพบเจอเส้นทางสว่างที่นำไปสู่สวรรค์นิพพาน

---------------------------------

ในตอนนั้นวัดพระธรรมกายยังประกอบพิธีกรรมที่สภาฯหลังเก่าซึ่งมีขนาดเล็กกว่าหลังใหม่มาก มุงด้วยใบจาก พื้นเป็นแผ่นปูนปูเรียงกัน เวลาที่ต้องใช้ก็นำเสื่อมาปูให้คนได้นั่ง เนื้อที่ทั้งหมดจุคนได้ประมาณหมื่นคน แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่อาจรองรับสาธุชนที่มาเข้าวัดได้อย่างเพียงพอ 



หลวงพ่อจึงมีดำริจะสร้างสภาฯหลังใหม่ขึ้นซึ่งก็คือหลังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ท่านจึงได้ชักชวนลูกๆทุกคนมาบริจาคปัจจัยเพื่อสร้างสภาฯหลังใหม่ พวกเราก็ได้ร่วมแรงร่วมใจกันช่วยถวายปัจจัยเพื่อหลวงพ่อด้วยศรัทธา

------------------------------------

หลังจากนั้นไม่นานพื้นที่ที่จะสร้างเป็นสภาฯก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง การก่อสร้างดำเนินขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว จากพื้นที่โล่งเตียนก็เริ่มมีการลงเสาหลักปรับพื้นที่ ตั้งหลังคา ภายในเวลาไม่ถึงปี พื้นที่บางส่วนของสภาก็สามารถใช้ได้ พิธีกรรมจึงย้ายไปจัดที่สภาหลังใหม่ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา




หลังจากนั้น ก็มีการสร้างศาสนวัตถุอื่นๆอีกมากมาย เช่นมหาธรรมกายเจดีย์ มหาวิหารหลวงปู่ เป็นต้น หลวงพ่อได้แจ้งข่าวบุญให้พวกเรา แล้วพวกเราก็ช่วยกันระดมทุนทั้งด้วยกำลังทรัพย์ของตน และชักชวนผู้อื่นให้ได้มาทำบุญด้วย 





ศาสนวัตถุหลายที่ในวัดเกิดขึ้นจากการร่วมแรงร่วมใจของสาธุชนวัดพระธรรมกายจึงสร้างได้สำเร็จ เมื่อสร้างเสร็จก็นำมาใช้งานพระศาสนาตามที่หลวงพ่อได้บอกไว้ทุกประการ พวกเราต่างปลื้มใจที่ได้มีส่วนช่วยเหลือหลวงพ่อทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา 





จนกระทั่งมาถึงปี 2542 จู่ๆก็เกิดกระแสข่าวโจมตีหลวงพ่อ กล่าวหาว่าท่านโกงเงินต้องอาบัติปาราชิก สื่อทุกช่องออกข่าวโจมตีหลวงพ่อเสียๆหายๆ จนทำให้เกิดคนที่เข้าใจวัดพระธรรมกายผิดมากมาย ทั้งที่ท่านไม่ได้ทำอะไรผิดแม้แต่น้อย สุดท้ายเมื่อกระแสความเข้าใจผิดมากพอ ศาลก็ส่งหมายเรียกหลวงพ่อให้มารับฟังข้อกล่าวหาที่ศาล หลวงพ่อจึงต้องเดินทางมาศาล โดยมีคณะลูกศิษย์วัดนับพันได้ร่วมเดินทางมาร่วมฟังข้อกล่าวหาด้วย




(รายละเอียดส่วนนี้ผู้เขียนได้ฟังมาจากผู้ที่ได้เข้าไปร่วมฟังการพิจารณาคดีในครั้งนั้น)

เมื่อไปถึงศาล ได้มีเจ้าหน้าที่กรมการศาสนากล่าวหาหลวงพ่อว่าท่านยักยอกเอาที่ดินที่ญาติโยมถวายแก่วัดมาเป็นของตนเอง 

ทำให้ต้องเชิญเจ้าของที่ดินมายืนยัน ญาติโยมที่เป็นผู้ถวายที่ดินยืนยันว่า ตั้งใจถวายที่ดินแด่หลวงพ่อ เพราะมีความศรัทธาในตัวท่าน เจ้าของที่ทุกคนต่างก็ยืนยันว่า “ตั้งใจถวายที่ดินแด่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ เป็นการส่วนตัวจริงๆ ไม่ได้ถวายให้วัด” 

(คดีนี้เป็นคดีที่แปลกมากเพราะผู้ทำหน้าที่เป็นโจทก์กล่าวหาหลวงพ่อไม่ได้เป็นผู้เสียหายเลย ส่วนเจ้าของที่ดินกลับกลายเป็นพยานให้หลวงพ่อ ซึ่งผิดกับคดียักยอกทั่วไปที่เจ้าของที่ดินจะเป็นผู้โจทก์เพราะเป็นผู้เสียหาย)

แต่เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาที่เป็นโจทก์ฟ้องร้อง กลับแย้งเจ้าของที่ดินว่า เมื่อเขียนในโฉนดว่า… ถวายพระราชภาวนาวิสุทธิ์ เพื่อใช้ในกิจการพระพุทธศาสนา แสดงว่าต้องถวายวัด !


ซึ่งคำพูดนี้ ถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ขัดต่อความเป็นจริงมาก !!!
เพราะเจ้าของที่ดินได้ยืนยันแล้วว่า ถวายที่ดินแด่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ หลวงพ่อธัมมชโย
แต่เจ้าหน้าที่กรมการศาสนากลับทำตัวรู้ดีกว่าเจ้าของที่ดิน แล้วหาเรื่องฟ้องวัดต่ออีกว่า

“ ถ้าหากจะใช้ในกิจการพระพุทธศาสนา ที่ดินจะต้องเป็นของวัดเท่านั้น ”
เมื่อเจ้าหน้าที่กรมการศาสนาพูดอย่างนี้ ทนายหลวงพ่อจึงขอถามกลับว่า

“หากพระราชภาวนาวิสุทธิ์นำที่ดินนี้ไปสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมเผยแผ่ธรรมะ จะถือเป็นกิจการของพระพุทธศาสนาหรือไม่ ?”
เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาตอบว่า “ไม่เป็นกิจการพระพุทธศาสนา” อะไรนะ!"

จากนั้นทนายก็ถามต่อว่า…

“ แล้วพุทธมณฑล ซึ่งไม่ได้เป็นวัด ถือเป็นกิจการพระพุทธศาสนาหรือไม่ ? ”

เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาจึงได้สติหยุดคิด ! จึงทำให้ทนายพูดย้ำทันทีว่า

“คิดให้ดีก่อนตอบ เพราะมีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จด้วย”

จากนั้นเจ้าหน้าที่กรมการศาสนาจึงตอบว่า…

“พุทธมณฑลขอยกเว้น ถือเป็นกิจการพระพุทธศาสนา!” 

(แล้วทำไมคราวนี้ ถึงยอมตอบว่าพุทธมณฑลเป็นกิจการศาสนา ทั้งๆ ที่ไม่ใช่วัด ตรงนี้น่าคิดไหม ??? แต่ทีหลวงพ่อธัมมชโย นำที่ดินที่เขาถวายมาสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมทำกิจกรรมศาสนาพุทธบ้าง กลับบอกไม่ใช่ !!! )




ในนาทีนั้นเราคนวัดทุกคนจึงประจักษ์แจ้งว่า คดีนี้เป็นคดีหาเรื่องเพื่อทำลายหลวงพ่อแน่ๆ มีคนที่จ้องจะทำลายหลวงพ่อใส่ร้ายให้ท่านเป็นคนชั่ว แต่นั่นแทนที่จะทำให้คนวัดเสื่อมศรัทธาในตัวหลวงพ่อ คนวัดทุกคนกลับยิ่งศรัทธาหลวงพ่อมากขึ้นไปอีก ต่างพากันมารวมตัวกันที่วัดพระธรรมกายเพื่อระวังภัยให้กับหลวงพ่อ ทุกคนได้มาสัมผัสความจริงที่เกิดขึ้นในวัด ได้เห็นความสำเร็จของสิ่งที่หลวงพ่อได้บอกไว้ ไม่ว่าท่านบอกว่าจะทำอะไร สิ่งนั้นจะสำเร็จอย่างรวดเร็วและได้ใช้งานตามที่ท่านได้กล่าวไว้ทุกประการ 

ความโปร่งใสชัดเจนในคำพูดของท่านทำให้เราชาววัดเเชื่อมั่นในคำพูดของท่านมาตลอด ไม่มีใครเชื่อข่าวที่ออกโจมตีด้วยเรื่องโกหกมดเท็จเลย 



การโจมตีหลวงพ่อด้วยเรื่องโกหกดำเนินการอย่างยาวนานเป็นปี หลวงพ่อต้องเดินทางไปขึ้นศาลเป็นเวลาต่อเนื่องถึง 7 ปี ซึ่งมันช่างไม่ยุติธรรมกับพระรูปหนึ่งที่ทำความดีมาตลอดชีวิตของท่าน กลายเป็นว่าดูศาลจะตั้งใจทำเรื่องคดีของหลวงพ่อเป็นพิเศษ ทั้งที่คดีที่เลวร้ายมากกว่าก็มีมากมาย แต่กลับไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจังเหมือนกับคดีของหลวงพ่อเลย

---------------------------------

ทั้งที่ในเวลานั้น กระแสความอยุติธรรมจะจ้องเล่นงานท่าน หลวงพ่อกลับสอนลูกๆทุกคนไม่ให้ว่าร้าย หรือโกรธเคืองต่อกระแสภัยพาล ท่านยังคงสอนให้เราตั้งอยู่ในศีลธรรม หมั่นสั่งสมบุญ เจริญสมาธิภาวนาเหมือนเดิม ไม่ว่าท่านจะเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ ท่านก็ยังมุ่งหน้าทำความดีต่อไปโดยไม่หวั่นไหว เป็นแบบอย่างให้พวกเราทุกคน




7 ปีผ่านไป ศาลก็ยกฟ้องหลวงพ่อเพราะไม่มีหลักฐานเอาผิด ข้อกล่าวหาว่าท่านคดโกงเป็นอันตกไป หลวงพ่อชนะคดีอย่างงดงาม สื่อที่ตอนแรกออกข่าวโจมตีท่านโดยขึ้นหน้าหนึ่งเป็นปี ยามที่คดีจบกลับออกข่าวในหน้าท้ายๆ เป็นคอลัมเล็กๆสั้นๆนิดเดียว เหมือนกลัวที่จะประกาศว่าตนเองโจมตีผู้บริสุทธิ์ไร้ความผิดใดๆทั้งสิ้น




เหตุการณ์เมื่อปี 2542 ได้แสดงให้เห็นถึงความดีของหลวงพ่อโดยประจักษ์ต่อพวกเราลูกหลวงพ่อทุกคน ตลอดหลายปีที่ท่านต้องเจอกับความอยุติธรรม แต่ท่านก็ยังไม่หวั่นไหว ไม่เคยไปถือโทษโกรธเคืองผู้คนที่คิดร้ายกับท่านเลย มีแต่มุ่งหน้าสร้างความดี ทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลกต่อไป

จากความทุ่มเทของท่าน ได้ทำให้พระพุทธศาสนาทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง คุณงามความดีของท่านเป็นที่ปรากฏแก่ชาวต่างชาติ จนในวันที่ 22 เมษายน 2559 ผู้นำองค์กรณ์พุทธ และองค์กรณ์อื่นๆจากนานาประเทศ 40 กว่าประเทศได้เดินทางมามอบโล่รางวัลแก่หลวงพ่อธัมมชโยถึง 97 รางวัล ซึ่งไม่เคยมีใครในประเทศไทยได้รับรางวัลจากชาวต่างชาติมากมายขนาดนี้มาก่อนเลย






นี่คือสาเหตุที่ผมศรัทธาหลวงพ่อธัมมชโย และพร้อมจะสละชีวิตเพื่อปกป้องพระผู้ทรงศีลมีหัวใจเข้มแข็งดั่งเพชร ผู้อุทิศตนเพื่องานพระศาสนาและนำศีลธรรมไปสู่จิตใจของชาวโลกต่อไป.




วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559

เคล็ดลับการสร้างวัดของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง


เนื่องในวันสงกรานต์ซึ่งเป็นวันปีใหม่ของไทยนี้ ผู้เขียนจะขอเล่าเรื่องราวดีๆที่เคยได้รับฟังจากพระเถระหลายท่านผู้ที่อยู่ในสมัยที่เริ่มสร้างวัดพระธรรมกาย ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นเพียงทุ่งนาฟ้าโล่ง ทุรกันดารมาก คณะผู้บุกเบิกการสร้างวัดมีคุณยายอาจารย์เป็นผู้นำ ได้ลงมือพัฒนาพื้นที่อันทุรกันดารนี้ทีละเล็กทีละน้อยจนกลายเป็นวัดพระธรรมกายอันใหญ่โตทุกวันนี้ ตามแนวทางที่คุณยายได้สั่งสอนไว้ โดยผู้เขียนจะรวบรวมข้อมูลที่ได้รับมามากมาย ประมวลสรุปลงให้ได้ใจความที่สั้นๆแต่ชัดเจน หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ทุกคนที่ได้อ่านนะครับ

ในสมัยที่เริ่มสร้างวัดนั้น คณะผู้บุกเบิกทุกคนกว่าสิบชีวิตได้มาประชุมกัน และต่างก็นำเงินที่ตนมีมาร่วมกันเพื่อตั้งเป็นทุนในการวัด ซึ่งรวมเงินทั้งหมดจากทุกคนได้เพียงแค่ 3,200 กว่าบาทเท่านั้น!!

ความกังวลเกิดขึ้นแก่คณะผู้บุกเบิกทุกคน ในเวลานั้นหลวงพ่อทัตตชีโว (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งทางสมณศักดิ์ว่า พระราชภาวนาจารย์) ซึ่งตอนนั้นยังไม่บวช ก็ได้ถามคุณยายว่า "ยาย เงินเพียงเท่านี้ จะพอสำหรับการสร้างวัดได้อย่างไร" คำถามนี้ตรงใจคณะผู้บุกเบิกทุกคนในที่นั้น ทุกคนต่างก็รอคำตอบจากคุณยายว่าท่านจะตอบอย่างไร

คุณยายได้ถามหลวงพ่อทัตตะกลับว่า "คุณว่าการที่จะสร้างคนดีขึ้นมาสักคนในโลกนี้ เงินสิบล้านบาทสามารถทำได้หรือไม่?"

"ถึงจะมีสิบล้าน ก็ยังไม่แน่เลยว่าจะทำให้คนเป็นคนดีได้เลยยาย" หลวงพ่อทัตตะตอบคุณยาย

"ถ้าอย่างนั้น ยายมีพวกคุณซึ่งเป็นคนดีอยู่ตั้งหลายสิบคน ก็เท่ากับว่ายายมีตั้งหลายสิบล้านอยู่แล้วตอนนี้" คุณยายสรุป

ในตอนนั้นยังไม่มีใครที่เข้าใจคำพูดนี้ของคุณยาย แต่ทุกคนก็เชื่อมั่นในคุณยาย และมีเป้าหมายเดียวกับคุณยายที่อยากจะสร้างวัดให้สำเร็จ ถึงแม้ว่าเงินจะแทบไม่มี ก็ลงทุนเดินบอกบุญตามบ้านต่างๆ เจอคนที่ร่วมบุญด้วยบ้าง เฉยๆไม่สนใจบ้าง หรือกระทั่งเจอคนที่ไม่เห็นด้วยต่อว่ากลับมา ไล่ออกจากบ้านก็ยังมี แต่ก็ไม่มีใครเลิกล้มความตั้งใจ ค่อยๆบอกบุญ รวบรวมเงินที่ได้มาสร้างสิ่งปลูกสร้างในวัดทีละอย่างไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ ศาลาการเปรียญ โรงครัว กุฏิพระ ฯลฯ ในระหว่างนั้น ก็พยายามปลูกต้นไม้ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ร่มรื่นให้เกิดขึ้นในวัดไปด้วย ถึงแม้ว่าจะต้องลำบากลำบน พบเจออุปสรรคมากมายเท่าใด ทุกคนก็ยังอดทนมุ่งหน้าสร้างวัดต่อไป 

สิ่งที่คุณยายทำตอนสร้างวัดในตอนนั้น ก็คือหมั่นอบรมสั่งสอนให้ทุกคนรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบ ตั้งแต่ร่างกายเครื่องนุ่งห่ม ไปจนถึงสถานที่ต่างๆในวัด และความเป็นระเบียบ ตั้งแต่การจัดเรียงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ตลอดจนถึงระเบียบในการทำงาน ทำกิจวัตรประจำวัน เรื่องเหล่านี้ดูช่างเป็นเรื่องที่ใครๆต่างก็คิดว่าเล็กน้อย แต่ไม่ใช่สำหรับคุณยาย ท่านเน้นย้ำและฝึกฝนลูกศิษย์ทุกคนที่มาถึงวัดทุกคน ท่านได้เคยให้โอวาทไว้วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2524 ว่า...

"ยายเริ่มต้นจากไม่มีอะไร แต่ยายรักความสะอาด รักสะอาดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ยายรบจนกระทั่งที่นี่  (ศูนย์พุทธจักรฯ ภายหลังจึงเป็นวัดพระธรรมกาย)  สะอาด ทำให้คนศรัทธาเลื่อมใส ทำให้ที่นี่เป็นหลักชัย  เป็นที่ปฏิบัติธรรมได้ ฉะนั้นอย่าทิ้งเรื่องความสะอาดที่ยายพยายามรบมานะ"

และก็เป็นเช่นนั้นความสะอาดเป็นระเบียบที่คุณยายสอน ได้สร้างความสะอาดเป็นระเบียบในจิตใจของลูกศิษย์วัดทุกคนไปด้วย ทำให้ทุกคนเป็นคนมีระเบียบวินัยในตนเอง และปฏิบัติตามกฏระเบียบที่คุณยายตั้งไว้ด้วยดีเสมอมา เมื่อได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาดเป็นระเบียบ ได้ฝึกรักษาความสะอาดเป็นระเบียบเป็นประจำ ก็ส่งผลให้จิตใจถูกขัดเกลาไปทีละน้อย สามารถรองรับธรรมะข้ออื่นๆได้อย่างง่ายดาย แม้กระทั่งเรื่องสมาธิภาวนาก็เช่นกัน นี่คือกุศโลบายในการสร้างคนดีของคุณยายอาจารย์ ที่ใช้ความสะอาดจากภายนอก สร้างความสะอาดบริสุทธิ์ในจิตใจไปตามลำดับ วัดพระธรรมกาย (ซึ่งในตอนนั้นคือศูนย์พุทธจักรฯ) จึงเป็นสถานที่แห่งคนดีมีศีลธรรมอย่างแท้จริง ที่ทำให้ใครก็ตามที่มาล้วนเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ดีของตน กลับตัวหันมาทำแต่บุญกุศล ตั้งอยู่ในศีลธรรม นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มีคนเข้าวัดเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนสถานที่ไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้คนที่มาวัดได้ นั่นทำให้คณะผู้บุกเบิกจำต้องขยับขยายเนื้อที่จากแต่เดิมมีเพียง 196 ไร่ มาเป็นเนื้อที่ 2,000 ไร่ เพื่อเพียงพอที่จะรองรับจำนวนคนที่มาร่วมพิธีทางพระพุทธศาสนาให้ได้สูงสุดถึงหนึ่งล้านคน เพื่อให้วัดพระธรรมกายเป็นสถานที่รวมชาวพุทธจากทั่วโลก เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาต่อไป

เมื่อวัดได้เติบโตขึ้นพร้อมกับจำนวนคนเข้าวัดที่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มมีคนบางกลุ่มที่ต่อต้านวัดพระธรรมกายเกิดขึ้น บ้างก็เชื่อว่าวัดใหญ่โตขนาดนี้จะต้องมีเบื้องหลังที่ไม่ชอบมาพากลแน่ๆ บ้างก็อิจฉาริษยาวัดที่มีคนเข้ามากมาย บ้างก็หวังจะหาผลประโยชน์จากวัด ทำให้เกิดกระแสโจมตีว่าร้ายวัดพระธรรมกายต่างๆนานา โดยสำนักข่าวหลายฉบับต่างออกข่าวโจมตีวัดด้วยข้อกล่าวหาต่างๆนานา ซึ่งไม่ได้เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะคนในวัดทุกคนต่างตั้งอยู่ในศีลธรรมอันดีมาโดยตลอด

ในเวลานั้นสิ่งที่วัดทำเพื่อรับมือกับกระแสความไม่เข้าใจ กลับเป็นการไม่โต้ตอบว่าร้ายกลับ แต่เป็นการหันมายึดหลัก "ความสะอาดเป็นระเบียบ" และปฏิบัติตนตั้งอยู่ในศีลธรรมตามที่คุณยายสอน ชี้แจงความเป็นจริงแก้ไขข้อกล่าวหาที่โจมตีอย่างสุภาพ และทำกิจวัตรกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา มุ่งหน้าพัฒนาวัดต่อไป โดยไม่ย่อท้อต่อกระแสโจมตีจากผู้ไม่หวังดี

เมื่อเกิดกระแสการโจมตีวัดพระธรรมกาย ทำให้มีคนมากมายที่เข้ามาวัดเพื่อพิสูจน์ให้ทราบว่า วัดเป็นจริงดังที่สื่อโจมตีหรือไม่ เมื่อได้เห็นด้วยตาของตนว่าวัดไม่ได้เป็นดังที่ข่าวโจมตี ทำให้หันมาศรัทธาวัด ส่วนคนบางกลุ่มที่ต่อต้านมุ่งหวังจะทำลายวัด ก็พยายามจะหาเรื่องตรวจสอบวัดต่างๆนานา เพื่อหาความผิด แต่ก็ไม่พบ ถึงขนาดว่าเชิญหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายขึ้นศาลเพื่อไต่สวนความผิด แต่ก็ไม่อาจจะเอาผิดใดๆกับวัดได้เลย เพราะวัดไม่เคยได้ทำเรื่องที่ผิดต่อกฏหมายหรือพระธรรมวินัยเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถึงแม้กระแสความไม่เข้าใจยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน แต่นั่นก็เป็นเพียงความเข้าใจผิดๆเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงวัดไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแม้แต้น้อย ดังคำพูดเปรียบเปรยว่า "มือไม่มีแผล ไม่กลัวยาพิษ" ฉะนั้น กล่าวได้ว่า ความสะอาดเป็นระเบียบที่คุณยายได้สั่งสอนไว้จะช่วยให้วัดผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้อย่างงดงาม และยืนหยัดผ่านกาลเวลามาได้ถึงทุกวันนี้

จากผลสำเร็จอันงดงามของวัดพระธรรมกาย ทำให้เราหายกังขาคำพูดของคุณยายที่ว่า "ยายมีพวกคุณซึ่งเป็นคนดีอยู่ตั้งหลายสิบคน ก็เท่ากับว่ายายมีตั้งหลายสิบล้านอยู่แล้วตอนนี้" คุณยายได้พิสูจน์ให้พวกเราได้เห็นว่าหากทีมงานเป็นคนดีมีศีลธรรมนั้น ก็สามารถทำงานที่ยิ่งใหญ่ให้สำเร็จได้อย่างน่าอัศจรรย์ และเป็นปราการอันแข็งแกร่งที่ความชั่วร้ายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นกิเลสในตน หรือภัยพาลก็ไม่อาจทำลายลงได้ หากคนวัดทุกคนได้ทำตามคำสอนของคุณยายอย่างเคร่งครัด จากวันนั้นจนถึงวันนี้ผ่านไปเป็นเวลา 40 กว่าปี ทุ่งนาที่ทุรกันดารนั้นก็ได้เปลี่ยนโฉมเป็นวัดพระธรรมกายอย่างที่เห็นในปัจจุบันด้วยความสะอาดความเป็นระเบียบที่คุณยายสอนไว้นั่นเอง

ทุกวันนี้วัดพระธรรมกายก็ยังคงทุ่มเททำงานเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป โดยยึดแนวทางที่คุณยายได้สั่งสอนไว้ พร้อมที่จะให้ผู้มีปัญญาเข้ามาพิสูจน์ด้วยตาตนเองว่าดีจริงหรือไม่

ขอจบเรื่องราวของคุณยายผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมและปัญญา ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกายแต่เพียงเท่านี้.

สุขสันต์วันสงกรานต์ครับ.

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559

คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง


หากใครก็ตามได้เดินทางมาถึงวัดพระธรรมกาย จะได้พบกับศาสนสถานอันใหญ่โต แต่กลับสงบ สะอาด ร่มรื่น พระเณรในวัด ตั้งอยู่ในพระธรรมวินัย ประพฤติตนสำรวมสมแก่ความเป็นสมณะ อุบาสกอุบาสิกาในวัดถือศีล 8 ตั้งใจทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา ญาติโยมทุกคนที่เดินทางมายังวัดล้วนแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีขาว สะอาด เป็นระเบียบ ไม่พลุกพล่านเหมือนคนทั่วไป เป็นบรรยากาศที่สงบ ร่มเย็น แต่เปี่ยมด้วยพลังศรัทธาชาวพุทธผู้นับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ตั้งอยู่ในศีลในธรรมตามที่พระพุทธเจ้าได้ตร้สสอนไว้ ทุกคนต่างมารวมตัวกันประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาเป็นประจำ ทุกวันอาทิตย์และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอื่นๆ เช่นวันมาฆบูชา เป็นต้น

เบื้องหลังความสำเร็จอันงดงามนี้ คือแม่ชีท่านหนึ่ง นามว่า คุณยายจันทร์ ขนนกยูง ผู้เป็นอาจารย์อบรมสั่งสอนคุณธรรมให้แก่ลูกศิษย์ทุกคน ผู้คอยฝึกฝนความสะอาดและความเป็นระเบียบให้แก่ทุกคนที่มาเข้าวัด ทำให้ทุกคนที่ได้มาวัดเป็นคนดีมีศีลธรรม ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้บริสุทธิ์ หลายคนที่ได้ซึมซับคุณธรรมจากท่าน ก็ได้ยอมสละชีวิตทางโลกเข้าสู่เส้นทางธรรมเป็นพระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกาทำหน้าที่ดูแลวัด รับภาระการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับมาเจริญดั่งครั้งพุทธกาล ท่านจึงเปรียบเสมือนแม่พิมพ์ต้นแบบแห่งคุณธรรมของศิษย์ทุกคน ฉะนั้น ความสะอาดเป็นระเบียบที่ท่านสอนนี่เองเป็นรากฐานแห่งความเจริญและเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของวัดพระธรรมกายที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่มาเยือนเป็นครั้งแรกทุกราย

ถึงแม้ว่าท่านจะละสังขารกลับสู่ดุสิตวิมานไปแล้ว แต่คำสอนของท่าน คุณธรรมอันสูงส่งของท่านยังคงสถิตอยู่ในใจของลูกศิษย์วัดพระธรรมกายทุกคนเสมอมา และความทุ่มเทมุ่งหน้าทำความดีตามที่ท่านได้สั่งสอนของลูกศิษย์วัดพระธรรมกายทุกคนนี่เองที่ทำให้วัดพระธรรมกายเจริญเติบโตได้จนถึงทุกวันนี้

จึงขอเรียนเชิญผู้มีบุญทุกท่านได้มาร่วมพิธีหล่อรูปเหมือนคุณยายอาจารย์ด้วยทองคำบริสุทธิ์ประดิษฐานที่อาคาร 100 ปีซึ่งจะเป็นอาคารที่ใช้เพื่องานเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในวันศุกร์ที่ 22 เมษายนที่จะถึงนี้ เพื่อสักการะบูชาคุณธรรมของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายกันทุกคนนะครับ.