ผมเข้าวัดพระธรรมกายครั้งแรกเมื่อปี 2540 ผมได้มาสัมผัสบรรยากาศแห่งศีลธรรมในวัดพระธรรมกาย มันช่างสงบ ร่มรื่น ผู้คนยิ้มแย้มให้กัน ทักทายกันฉันท์มิตร เป็นบรรยากาศที่ไม่อาจจะหาได้ในที่แห่งอื่น ภาพที่คนนับร้อยนับพันสวมชุดขาว มาร่วมพิธีทางพระพุทธศาสนาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
แล้วผมก็ได้เห็นหลวงพ่อลงเทศน์อบรมลูกศิษย์วัดทุกคนให้ตั้งอยู่ในศีลธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และเป็นประธานพิธีสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย แล้วก็นำนั่งสมาธิเจริญภาวนา เป็นเช่นนี้เสมอมานับ 10 กว่าปี
เราชาววัดพระธรรมกายทุกคนนับถือท่านเป็นพ่อในเส้นทางแห่งคุณงามความดี เพราะท่านได้อบรมสั่งสอนให้เราพบเจอเส้นทางสว่างที่นำไปสู่สวรรค์นิพพาน
---------------------------------
ในตอนนั้นวัดพระธรรมกายยังประกอบพิธีกรรมที่สภาฯหลังเก่าซึ่งมีขนาดเล็กกว่าหลังใหม่มาก มุงด้วยใบจาก พื้นเป็นแผ่นปูนปูเรียงกัน เวลาที่ต้องใช้ก็นำเสื่อมาปูให้คนได้นั่ง เนื้อที่ทั้งหมดจุคนได้ประมาณหมื่นคน แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่อาจรองรับสาธุชนที่มาเข้าวัดได้อย่างเพียงพอ
หลวงพ่อจึงมีดำริจะสร้างสภาฯหลังใหม่ขึ้นซึ่งก็คือหลังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ท่านจึงได้ชักชวนลูกๆทุกคนมาบริจาคปัจจัยเพื่อสร้างสภาฯหลังใหม่ พวกเราก็ได้ร่วมแรงร่วมใจกันช่วยถวายปัจจัยเพื่อหลวงพ่อด้วยศรัทธา
------------------------------------
หลังจากนั้นไม่นานพื้นที่ที่จะสร้างเป็นสภาฯก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง การก่อสร้างดำเนินขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว จากพื้นที่โล่งเตียนก็เริ่มมีการลงเสาหลักปรับพื้นที่ ตั้งหลังคา ภายในเวลาไม่ถึงปี พื้นที่บางส่วนของสภาก็สามารถใช้ได้ พิธีกรรมจึงย้ายไปจัดที่สภาหลังใหม่ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
หลังจากนั้น ก็มีการสร้างศาสนวัตถุอื่นๆอีกมากมาย เช่นมหาธรรมกายเจดีย์ มหาวิหารหลวงปู่ เป็นต้น หลวงพ่อได้แจ้งข่าวบุญให้พวกเรา แล้วพวกเราก็ช่วยกันระดมทุนทั้งด้วยกำลังทรัพย์ของตน และชักชวนผู้อื่นให้ได้มาทำบุญด้วย
ศาสนวัตถุหลายที่ในวัดเกิดขึ้นจากการร่วมแรงร่วมใจของสาธุชนวัดพระธรรมกายจึงสร้างได้สำเร็จ เมื่อสร้างเสร็จก็นำมาใช้งานพระศาสนาตามที่หลวงพ่อได้บอกไว้ทุกประการ พวกเราต่างปลื้มใจที่ได้มีส่วนช่วยเหลือหลวงพ่อทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา
จนกระทั่งมาถึงปี 2542 จู่ๆก็เกิดกระแสข่าวโจมตีหลวงพ่อ กล่าวหาว่าท่านโกงเงินต้องอาบัติปาราชิก สื่อทุกช่องออกข่าวโจมตีหลวงพ่อเสียๆหายๆ จนทำให้เกิดคนที่เข้าใจวัดพระธรรมกายผิดมากมาย ทั้งที่ท่านไม่ได้ทำอะไรผิดแม้แต่น้อย สุดท้ายเมื่อกระแสความเข้าใจผิดมากพอ ศาลก็ส่งหมายเรียกหลวงพ่อให้มารับฟังข้อกล่าวหาที่ศาล หลวงพ่อจึงต้องเดินทางมาศาล โดยมีคณะลูกศิษย์วัดนับพันได้ร่วมเดินทางมาร่วมฟังข้อกล่าวหาด้วย
(รายละเอียดส่วนนี้ผู้เขียนได้ฟังมาจากผู้ที่ได้เข้าไปร่วมฟังการพิจารณาคดีในครั้งนั้น)
เมื่อไปถึงศาล ได้มีเจ้าหน้าที่กรมการศาสนากล่าวหาหลวงพ่อว่าท่านยักยอกเอาที่ดินที่ญาติโยมถวายแก่วัดมาเป็นของตนเอง
ทำให้ต้องเชิญเจ้าของที่ดินมายืนยัน ญาติโยมที่เป็นผู้ถวายที่ดินยืนยันว่า ตั้งใจถวายที่ดินแด่หลวงพ่อ เพราะมีความศรัทธาในตัวท่าน เจ้าของที่ทุกคนต่างก็ยืนยันว่า “ตั้งใจถวายที่ดินแด่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ เป็นการส่วนตัวจริงๆ ไม่ได้ถวายให้วัด”
(คดีนี้เป็นคดีที่แปลกมากเพราะผู้ทำหน้าที่เป็นโจทก์กล่าวหาหลวงพ่อไม่ได้เป็นผู้เสียหายเลย ส่วนเจ้าของที่ดินกลับกลายเป็นพยานให้หลวงพ่อ ซึ่งผิดกับคดียักยอกทั่วไปที่เจ้าของที่ดินจะเป็นผู้โจทก์เพราะเป็นผู้เสียหาย)
แต่เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาที่เป็นโจทก์ฟ้องร้อง กลับแย้งเจ้าของที่ดินว่า เมื่อเขียนในโฉนดว่า… ถวายพระราชภาวนาวิสุทธิ์ เพื่อใช้ในกิจการพระพุทธศาสนา แสดงว่าต้องถวายวัด !
ซึ่งคำพูดนี้ ถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ขัดต่อความเป็นจริงมาก !!!
เพราะเจ้าของที่ดินได้ยืนยันแล้วว่า ถวายที่ดินแด่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ หลวงพ่อธัมมชโย
แต่เจ้าหน้าที่กรมการศาสนากลับทำตัวรู้ดีกว่าเจ้าของที่ดิน แล้วหาเรื่องฟ้องวัดต่ออีกว่า
“ ถ้าหากจะใช้ในกิจการพระพุทธศาสนา ที่ดินจะต้องเป็นของวัดเท่านั้น ”
เมื่อเจ้าหน้าที่กรมการศาสนาพูดอย่างนี้ ทนายหลวงพ่อจึงขอถามกลับว่า
“หากพระราชภาวนาวิสุทธิ์นำที่ดินนี้ไปสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมเผยแผ่ธรรมะ จะถือเป็นกิจการของพระพุทธศาสนาหรือไม่ ?”
เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาตอบว่า “ไม่เป็นกิจการพระพุทธศาสนา” อะไรนะ!"
จากนั้นทนายก็ถามต่อว่า…
“ แล้วพุทธมณฑล ซึ่งไม่ได้เป็นวัด ถือเป็นกิจการพระพุทธศาสนาหรือไม่ ? ”
เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาจึงได้สติหยุดคิด ! จึงทำให้ทนายพูดย้ำทันทีว่า
“คิดให้ดีก่อนตอบ เพราะมีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จด้วย”
จากนั้นเจ้าหน้าที่กรมการศาสนาจึงตอบว่า…
“พุทธมณฑลขอยกเว้น ถือเป็นกิจการพระพุทธศาสนา!”
“ ถ้าหากจะใช้ในกิจการพระพุทธศาสนา ที่ดินจะต้องเป็นของวัดเท่านั้น ”
เมื่อเจ้าหน้าที่กรมการศาสนาพูดอย่างนี้ ทนายหลวงพ่อจึงขอถามกลับว่า
“หากพระราชภาวนาวิสุทธิ์นำที่ดินนี้ไปสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมเผยแผ่ธรรมะ จะถือเป็นกิจการของพระพุทธศาสนาหรือไม่ ?”
เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาตอบว่า “ไม่เป็นกิจการพระพุทธศาสนา” อะไรนะ!"
จากนั้นทนายก็ถามต่อว่า…
“ แล้วพุทธมณฑล ซึ่งไม่ได้เป็นวัด ถือเป็นกิจการพระพุทธศาสนาหรือไม่ ? ”
เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาจึงได้สติหยุดคิด ! จึงทำให้ทนายพูดย้ำทันทีว่า
“คิดให้ดีก่อนตอบ เพราะมีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จด้วย”
จากนั้นเจ้าหน้าที่กรมการศาสนาจึงตอบว่า…
“พุทธมณฑลขอยกเว้น ถือเป็นกิจการพระพุทธศาสนา!”
(แล้วทำไมคราวนี้ ถึงยอมตอบว่าพุทธมณฑลเป็นกิจการศาสนา ทั้งๆ ที่ไม่ใช่วัด ตรงนี้น่าคิดไหม ??? แต่ทีหลวงพ่อธัมมชโย นำที่ดินที่เขาถวายมาสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมทำกิจกรรมศาสนาพุทธบ้าง กลับบอกไม่ใช่ !!! )
ในนาทีนั้นเราคนวัดทุกคนจึงประจักษ์แจ้งว่า คดีนี้เป็นคดีหาเรื่องเพื่อทำลายหลวงพ่อแน่ๆ มีคนที่จ้องจะทำลายหลวงพ่อใส่ร้ายให้ท่านเป็นคนชั่ว แต่นั่นแทนที่จะทำให้คนวัดเสื่อมศรัทธาในตัวหลวงพ่อ คนวัดทุกคนกลับยิ่งศรัทธาหลวงพ่อมากขึ้นไปอีก ต่างพากันมารวมตัวกันที่วัดพระธรรมกายเพื่อระวังภัยให้กับหลวงพ่อ ทุกคนได้มาสัมผัสความจริงที่เกิดขึ้นในวัด ได้เห็นความสำเร็จของสิ่งที่หลวงพ่อได้บอกไว้ ไม่ว่าท่านบอกว่าจะทำอะไร สิ่งนั้นจะสำเร็จอย่างรวดเร็วและได้ใช้งานตามที่ท่านได้กล่าวไว้ทุกประการ
ความโปร่งใสชัดเจนในคำพูดของท่านทำให้เราชาววัดเเชื่อมั่นในคำพูดของท่านมาตลอด ไม่มีใครเชื่อข่าวที่ออกโจมตีด้วยเรื่องโกหกมดเท็จเลย
การโจมตีหลวงพ่อด้วยเรื่องโกหกดำเนินการอย่างยาวนานเป็นปี หลวงพ่อต้องเดินทางไปขึ้นศาลเป็นเวลาต่อเนื่องถึง 7 ปี ซึ่งมันช่างไม่ยุติธรรมกับพระรูปหนึ่งที่ทำความดีมาตลอดชีวิตของท่าน กลายเป็นว่าดูศาลจะตั้งใจทำเรื่องคดีของหลวงพ่อเป็นพิเศษ ทั้งที่คดีที่เลวร้ายมากกว่าก็มีมากมาย แต่กลับไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจังเหมือนกับคดีของหลวงพ่อเลย
---------------------------------
ทั้งที่ในเวลานั้น กระแสความอยุติธรรมจะจ้องเล่นงานท่าน หลวงพ่อกลับสอนลูกๆทุกคนไม่ให้ว่าร้าย หรือโกรธเคืองต่อกระแสภัยพาล ท่านยังคงสอนให้เราตั้งอยู่ในศีลธรรม หมั่นสั่งสมบุญ เจริญสมาธิภาวนาเหมือนเดิม ไม่ว่าท่านจะเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ ท่านก็ยังมุ่งหน้าทำความดีต่อไปโดยไม่หวั่นไหว เป็นแบบอย่างให้พวกเราทุกคน
7 ปีผ่านไป ศาลก็ยกฟ้องหลวงพ่อเพราะไม่มีหลักฐานเอาผิด ข้อกล่าวหาว่าท่านคดโกงเป็นอันตกไป หลวงพ่อชนะคดีอย่างงดงาม สื่อที่ตอนแรกออกข่าวโจมตีท่านโดยขึ้นหน้าหนึ่งเป็นปี ยามที่คดีจบกลับออกข่าวในหน้าท้ายๆ เป็นคอลัมเล็กๆสั้นๆนิดเดียว เหมือนกลัวที่จะประกาศว่าตนเองโจมตีผู้บริสุทธิ์ไร้ความผิดใดๆทั้งสิ้น
เหตุการณ์เมื่อปี 2542 ได้แสดงให้เห็นถึงความดีของหลวงพ่อโดยประจักษ์ต่อพวกเราลูกหลวงพ่อทุกคน ตลอดหลายปีที่ท่านต้องเจอกับความอยุติธรรม แต่ท่านก็ยังไม่หวั่นไหว ไม่เคยไปถือโทษโกรธเคืองผู้คนที่คิดร้ายกับท่านเลย มีแต่มุ่งหน้าสร้างความดี ทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลกต่อไป
จากความทุ่มเทของท่าน ได้ทำให้พระพุทธศาสนาทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง คุณงามความดีของท่านเป็นที่ปรากฏแก่ชาวต่างชาติ จนในวันที่ 22 เมษายน 2559 ผู้นำองค์กรณ์พุทธ และองค์กรณ์อื่นๆจากนานาประเทศ 40 กว่าประเทศได้เดินทางมามอบโล่รางวัลแก่หลวงพ่อธัมมชโยถึง 97 รางวัล ซึ่งไม่เคยมีใครในประเทศไทยได้รับรางวัลจากชาวต่างชาติมากมายขนาดนี้มาก่อนเลย
นี่คือสาเหตุที่ผมศรัทธาหลวงพ่อธัมมชโย และพร้อมจะสละชีวิตเพื่อปกป้องพระผู้ทรงศีลมีหัวใจเข้มแข็งดั่งเพชร ผู้อุทิศตนเพื่องานพระศาสนาและนำศีลธรรมไปสู่จิตใจของชาวโลกต่อไป.




























