วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ใครยึดติดกันแน่ ?


เกิดกระแสเป็นวลีติดปากในการโจมตีวัดพระธรรมกาย ว่าวัดสอนให้ยึดติดวัตถุ เพราะสอนให้รวย สอนให้โลภอยากไปสวรรค์...

อันที่จริง ความยึดติดนี้มีอยู่หลายระดับ แต่ในบทความนี้จะขอยกเอาเฉพาะวลีที่ว่า "ยึดติดวัตถุ" มาแสดงให้เห็นตามหลักธรรมะก่อน ส่วนความยึดติดอื่นๆ จะค่อยๆทยอยมาเล่าให้ฟังวันหลัง

ผู้เขียนได้ลองไปอ่านในพระไตรปิฎกว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้มันผิดจริงหรือ ? พระพุทธเจ้าได้ตรัสห้ามหรือตำหนิเรื่องการทำบุญไว้บ้างไหม ? พระองค์ตรัสว่า การทำบุญเป็นความยึดติดจริงหรือ ?

ผลจากการค้นพบว่านอกว่าพระพุทธเจ้าจะไม่ทรงห้ามเรื่องการทำบุญไว้แล้ว ยังทรงสรรเสริญและสนับสนุนการทำบุญให้ทานอยู่เป็นประจำอีกด้วย เพราะมีอานิสงส์เป็นบุญที่จะช่วยค้ำจุนอุปถัมภ์ทั้งในชาตินี้และภพชาติต่อๆไป และนำพาไปสู่สวรรค์ สมดังพุทธพจน์ที่ว่า

"สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย การสั่งสมบุญ นำสุขมาให้"

นอกจากนี้ การทำทานยังเป็นการค่อยๆตัดกิเลสในจิตใจเราออกไป กิเลสตัวนั้นก็คือมัจฉริยะ ความตระหนี่ ความหวงแหนในสิ่งที่เป็นของตน ไม่ยอมสละให้ใคร คำที่กล่าวกันว่า "ขี้งก เห็นแก่ตัว หวงอำนาจ" ให้รู้ไว้เถอะว่ามาจากความตระหนี่นี้แหละ ถ้ามีไม่มาก ก็อาจจะแค่ทำให้เป็นคนขี้งก ไม่ยอมให้อะไรแก่ใคร หรือช่วยเหลือใคร เอาตัวฉันรอดก็พอ ถ้ามีมากก็สามารถทำให้กลายเป็นคนหวาดระแวง กลัวคนอื่นจะมาแย่งของๆตน จนถึงหาทางกำจัดทำลายล้างกันก็มีให้เห็นกันไม่ใช่น้อย

หากลองพิจารณาดูแล้ว นี่แหละคือลักษณะของความยึดติดวัตถุอย่างแท้จริง คือยึดติดหวงแหนกลัวใครจะมาแย่งไปจากตน และการทำทานก็เป็นการตัดกิเลสตัวนี้ให้ลดลงไปจากใจนั่นเอง...

ฉะนั้น ขอให้ทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า ความตระหนี่ไม่ให้ทานต่างหากที่เป็นความยึดติดวัตถุ ส่วนการทำบุญให้ทานเป็นการกำจัดความยึดติดที่ว่านี้ออกไปจากใจ ไม่ใช่การทำบุญเป็นความยึดติดวัตถุอย่างที่เข้าใจกัน

อีกอาการหนึ่งของความตระหนี่ที่ต้องนำมาพูดด้วยก็คือ ไม่จำเป็นว่า จะต้องเป็นการหวงแหนของๆตนอย่างเดียว แต่การหวงแหนของๆคนอื่นก็เป็นความตระหนี่เช่นกัน...

ถามว่ามันเป็นอย่างไร การหวงแหนของคนอื่น ขอตอบว่า การเดือดร้อนในการทำบุญของผู้อื่นเป็นตัวอย่างในเรื่องนี้ คือพอเห็นคนอื่นทำบุญแล้ว กลับรู้สึกไม่ชอบ เสียดายแทน นี้เป็นความตระหนี่ระดับที่ยังไม่มากนัก แต่ถ้าระดับความตระหนี่มีมาก ก็จะถึงกับด่าทอ ว่าร้าย ขัดขวางการทำบุญของคนๆนั้น ทั้งที่ไม่ใช่ของตัวเอง แต่กลับเดือดร้อนแทน นี้ไม่ได้เป็นเรื่องเกินจริง มีตัวอย่างให้เห็นในพระไตรปิฎกมากมาย เช่นเรื่องของเทวบุตรมารที่พยายามจะขัดขวางไม่ให้พระโพธิสัตว์ไปใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้น

ฉะนั้น โปรดทำความเข้าใจเรื่องความยึดติดวัตถุซะใหม่นะ ระวังจะกลายเป็นว่า "ยึดติดวัตถุ" ซะเอง

1 ความคิดเห็น:

  1. ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่. ที่ศัพท์บาลีมีความหมายมากกว่าที่คิด. คนไทยใช้ผิด "ยึดติดผู้ไม่รู้พูดต่อๆ. ตามสื่อที่ตนรับมา. ว่าพระพุทธองค์ไม่สรรเสริญการทำทานนั้น...ไม่จริงเลย ทรงฝึกให้คนทำทานเพือขัดเกลากิเลส คนไม่ทำทานต่างหาก...คือพวกยึดติด...👍🙏🙏🙏🌸🌺😍💛✨😄

    ตอบลบ